Wednesday, April 29, 2009

'แรงบันดาลใจ หรือ เลียนแบบ' ?!

Posted by SulfuriD at 8:19 AM 0 comments
สืบเนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้อบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ แต่ดั้นได้อบรมอยู่ที่ มทร.ธัญบุรี เลยต้องหอบผ้าหอบผ่อนมาเช่าที่พักของมหาลัยอยู่ แล้วเมื่อคืนนอนซะสว่างเลย นอนเจ็ดโมงกว่าตื่นเอา 11 โมงรีบ ๆ ไปเรียนพอไปถึง แหมวิทยากรป่วยซะนี่ไม่มาก็เลยจำเป็นต้องกลับมาที่พัก ที่ตึกดันทำไฟ ไฟดับทั้งตึก โถ่พี่ครับซ่อมท่อน้ำซะดีกว่าอีกพี่ เน๊ตเล่นไม่ได้ คอมเปิดไม่ได้ เลี่ยงไปอ่านหนังสือ อ่าน ไป ๆ ชักเบื่อ อย่ากระนั้นเลย ไปเดินเล่นโลตัส หาหนังสือที่ se-ed อ่านดีฝ่า

เดินไปเดินมาไปได้มาเล่มนึง ข้าง ๆ เนี่ย ฟิ้ว...ว ฉบับเมษายน 2552 อ่านไปอ่านมาไปสะดุดเข้าอยู่เรื่องนึง มันเข้ามาโดนตัวเราอย่างจังเลยแฮะ !! ทำงานด้วย 'แรงบันดาลใจ' แต่ใคร ๆ ก็ว่า
'เลียนแบบ'ในคอลัมน์ ก็มีความคิดเห็นของผู้กำกับทั้งหลาย เช่น
จิม จาร์มุช, มิเชล กอนดรี, ยุทธนา บุญอ้อม, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
ต่างก็มีความเห็นต่าง ๆกัน แต่ผมชอบคุณวิศิษฏ์นะ เค้าบอกว่า "ลอกเลียนคือยกมาทั้งดุ้นโดยไม่ได้คิดอะไร ส่วนแรงบันดาลใจบางครั้งทำไปทำมาเหมือนต้นฉบับก็มี เพราคนทำไม่มีความสามารถพอที่จะต่อยอดออกไปเป็นสิ่งใหม่ ตัวตัดสินคือ 'เจตนา' แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมแต่ตัวคนทำ เท่านั้นที่จะรู้ว่างานที่ตัวเองทำอยู่เป็นแบบไหน "

พอดีไม่ได้เป็นผู้กำกับ แต่อยากแสดงความคิดเห็นกะเค้ามั่ง ไอ้จะเดินไปที่ Office หนังสือเค้าก็คงไม่ให้ลงแน่ ๆ ทำไงได้ Blog นี่ล่ะไม่มีใครว่าด้วยนะเออความคิดของเรานะ อย่างบางคน (เรานี่ล่ะ) ไม่ได้ทำงานศิลปะ ไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะ แต่มีหัวใจเป็นศิลปะกะเค้าอยู่หน่อยนึง มามีตอนแก่นี่ล่ะ ก็ต้องเริ่มต้นเรียนรู้สิ แล้วเราจะเริ่มตรงไหน จะจับจุดตรงไหน จินตนาการมันก็ลดน้อยถอยลง มันก็ต้องกระตุ้นจินตนาการกันบ้าง ก็เลียนแบบเอานี่ล่ะว้า เลียนแบบบ้าง ตัดแปะบ้าง ดูคนอื่นเค้าบ้าง แต่เจตนาเราไม่ได้จะลอกเลียนเค้านะ เราแค่หาแนวทางของเราไม่ใช่ลอกดะไปหมด อย่างตอนเราเริ่มทำ Blog เนี่ยเราไม่รู้เริ่มไงถ้าไม่เริ่มก็ฟลัดไปเรื่อยล่ะใช่ป่ะ เอาว่ะไปก๊อบ forword mail ที่ได้รับทุกวันนี้ล่ะมาเริ่ม
มันก็มีก้าวแรก มันก็เกิดแรงบันดาลใจใช่ม่ะ ยืนยัน ๆ ผมไม่ได้เลียนแบบ เพียงแต่ผมแสวงหาแรงบันดาลใจ......จบ

Tuesday, April 28, 2009

ใครเป็นพ่อเด็ก

Posted by SulfuriD at 3:58 PM 0 comments

หนุ่มหนึ่งเดินทางไปทำงานยังต่างแดนเป็นเวลาหนึ่งปี ปล่อยให้เมียสาวที่เพิ่งแต่งงานไม่นานอยู่เฝ้าบ้านเพียงลำพัง พอครบปีเดินทางกลับมาพบว่า เมียสาวของเขาตั้งท้องได้ห้าเดือนกว่าๆแล้ว

สามี : “นี่เธอบอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าใครเป็นพ่อของเด็ก ใช่ไอ้โจเพื่อนร่วมก๊วนสุราของฉันหรือเปล่า ?”

เมียสาวก้มหน้าร้องไห้พร้อมกับส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ใช่

สามี : “งั้นไอ้ปื๊ดเพื่อนฉันตอนเรียน ป.ตรี ?”

เมียสาวยังคงส่ายหน้า

สามี : “ถ้างั้นต้องเป็นไอ้ปู๊ด เพื่อนเรียน ม.ปลายของฉันแน่ ๆ ใช่หรือเปล่า”

เมียสาวสวนคำทันที : “นี่! คำก็เพื่อนเธอสองคำก็เพื่อนเธอ เพื่อนฉันไม่มีหรือไงยะ ? “

เกิดเป็นสเปิร์ม

Posted by SulfuriD at 10:12 AM 0 comments


ไม่บรรยายล่ะนะฮากันเลย






ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงไม่ดื่มชาเขียวเย็น เรื่องจริงที่คนไทยไม่รู้

Posted by SulfuriD at 7:48 AM 0 comments

ชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า 100 ปี
ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จัก กันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง
คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติ ลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออกมาทางอุจจาระ


ชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อนที่คนญี่ปุ่น นิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่

แต่.... คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริง ของชาเขียวเลย
ทำให้คนญี่ปุ่นรุ้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้
คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่าชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น
ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์ ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกัน หากดื่มชาเขียวตอนที่เย็นแล้ว กลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของ สารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง นอกจากนี้ ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันใน ร่่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้าย ตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ เป็นต้น

เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่าย ๆและชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วยตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น ยิ่งเย็นยิ่งเห็นชัด นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยวจะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่เดียว จะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยว
ทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไป

ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด
ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาดกลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่าง...................................เอร็ดอร่อย แบบฉล๊าด ฉลาด
 

Inotblog © 2008 using D'Bluez Theme Designed by Ipiet Supported by Tadpole's Notez Based on FREEmium theme